Archive | SMART LOGISTICS

Tags: , , , ,

ฟาร์ม Microchip RFID

Posted on 18 September 2010 by chadanan

ฟาร์ม Microchip RFID  

 
 

 

 RFID คืออะไร  

RFID หรือ Radio Frequency Identification หมายถึง ระบบเก็บข้อมูลลงบน Tag Electronic เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล   การคำนวณ และรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งส่งกำลังด้วยคลื่นแม่เหล็กหรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนการสัมผัสทางกายภาพ  

นำมาใช้ใน Farm บ้านเราได้อย่างไร
ด้วยความสามารถของ RFID จึงทำให้มีการประยุกต์ใช้ในฟาร์มปศุสัตว์บ้านเรา โดยที่เราจะติด Chip RFID เข้าไปที่สัตว์  เช่น หมู วัว หรือสัตว์เลี้ยงอื่น    โดยใน RFID   Chip ก็มีการใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ตัวนั้นลงไป เช่น  พันธ์    ฉีดวัคซีนเมื่อไหร่ ข้อมูล ประวัติต่างๆของสัตว์ตัวนั้น      เมื่อเราใช้เครื่องมือยิงไปที Chip เราสามารถทราบข้อมูลต่างๆได้  ซึ่งตรงนี้จะมีประโยชน์มากในการตรวจสอบย้อยกลับ( Traceability ) ไปยังแหล่งผลิต เมื่อต้องการทราบข้อมูล หรือ เมื่อเกิดปัญหา สามารถที่จะตรวจสอบกลับไปได้อย่างรวดเร็ว 
 

    

 

RFID Microchip

RFID Microchip

Comments (0)

เลือกใช้ พาเลทให้เป็น : Plastic pallet

Posted on 06 September 2010 by chadanan

เลือกใช้พาเลทให้เป็น !!! (Plastic Pallet)
วันนี้มาต่อเรื่องของพาเลทประเภทที่ 2 คือ พาเลทพลาสติก ( Plastics Pallet) ถ้าใครไม่อยากใช้พาเลทไม้ พาเลทพลาสติกก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดี  เพราะแข็งแรงทนทานดูแลง่าย คุ้มค่า

พาเลทพลาสติก

 

พาเลทพลาสติก พาเลทพลาสติกเป็นพาเลทที่นิยมกันมากขึ้นเนื่องจากพาเลทพลาติกเป็นพาเลทที่มีความแข็งแรง ทนทาน เก็บรักษาดูแลทำความสะอาดง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องปลวก มอด แมลง และความชื้น สามารนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้งคุ้มค่าต่อการใช้งาน พาเลทพลาสติกมีหลากหลายให้เลือกตามลักษณะการใช้งานนั้นๆ 

ข้อดีของพาเลทพลาสติก              

- มีน้ำหนักเบา ราคาไม่แพง
- ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น เรื่องแมลง ปลวก มอด โก่ง บิด หรืองอ
- เก็บรักษาง่าย ซ่อมแซมได้
- มีความคงทน ทนความร้อน
- สามารถนำไปขายเป็นพาเลทมือสองหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้
- ลดปัญหาเรื่องการตัดไม้และวิ่งแวดล้อม

ข้อเสียของพาเลทพลาสติก

- สามารถใช้งานได้ประมาณ 3 – 5 ปี
- ราคาของพาเลทพลาสติก จะขึ้น – ลง ตามราคาของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตเป็นพาเลท
- อาจจะชำรุดได้ถ้ามีการใช้งานมากเกินไป

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments (1)

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

เลือกใช้พาเลทให้เป็น !!! (Wood Pallet)

Posted on 28 August 2010 by chadanan

ทำงานในคลังมาก็หลายปี เดินวนเวียนรอบคลังก็หลายรอบ แต่ก็ไม่เคยรู้สักทีว่า “สิ่งที่จำเป็นที่สุด” ในคลังที่ใช้กันทุกๆวันมันมีกี่ประเภทแล้วประเภทไหนเหมาะกับงานอะไร

พาเลท (Pallet)
หรือไม้รองรับสินค้า เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดของคลังสินค้า เพราะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากชั้นวางของ หรือเคลื่อนย้ายขึ้น-ลงบนพาหนะขนส่งประเภทต่างๆ (Lift on / Lift Off)โดยทั่วไปก็จะพบอยู่ 5 ประเภท แยกประเภทตามวัสดุที่ใช้ทำพาเลท เช่น

  1. พาเลทไม้ (Wood Pallet)
  2. พาเลทพลาสติก (Plastic Pallet)
  3. พาเลทกระดาษ (Paper Pallet)
  4. พาเลทโลหะ (Steel Pallet)

 วันนี้ขอพูดถึงแค่ พาเลทไม้อย่างเดียวก่อน ที่เหลือค่อยๆทะยอยตามมา

พาเลทไม้

 

พาเลทไม้เป็นพาเลทที่นิยมใช้กันมากในอุตสาหกรรมการขนส่ง วัสดุที่นำมาผลิตเป็นพาเลทหาได้ง่าย แข็งแรง ทนทาน ราคาไม่แพง ใช้ระยะเวลาในการผลิตพาเลทรวดเร็ว และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่มักจะมีปัญหาเรื่องเชื้อราในเนื้อไม้ ความชื้น แมลง และเสี้ยนไม้ที่จะทำให้ตัวสินค้าเกิดความเสียหายก่อนที่จะนำส่งออกไปยังต่างประเทศ ไม้ที่นำมาผลิตเป็นพาเลทอาจเกิดการบิด โก่ง โค้งงอได้ พาเลทไม้มีหลากหลายให้เลือกสามารถเลือกใช้ตามลักษณะการใช้งานและการวางสินค้า

พาเลทไม้มีทั้งหมด 2 แบบคือ

  1. พาเลทไม้แบบไม้คาน จะเข้าได้ 2 ทาง
  2. พาเลทไม้แบบขาลูกเต๋า จะเข้าได้ 4 ทาง

ข้อดีของพาเลทไม้

  • เป็นสินค้าที่หาใช้ได้ง่าย ระยะเวลาในการผลิตรวดเร็ว
  • ราคาไม่แพง แข็งแรง ทนทาน สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • รับน้ำหนักสินค้าได้ประมาณ 1 – 2 ตัน
  • สามารถซ่อมแซมได้ เก็บรักษาดูแลง่าย

ข้อเสียของพาเลทไม้

  • ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและปัญหาภาวะโลกร้อน
  • ปัญหาเรื่องเชื้อราในเนื้อไม้ แมลง ปลวก มอด เสี้ยนไม้ ความชื้น
  • อาจแตกหรือหักได้เมื่อบรรจุสินค้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป
  •  ไม้อาจบิด โก่งหรือโค้งงอได้

ลองมาดูกันว่าแต่ละประเภทมีลักษณะและการใช้งานอย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments (0)

Hi-tech warehouse ต้องทำไง !!!

Posted on 07 August 2010 by chadanan

หลายๆครั้งที่เจอคำถามว่า “ อยากมีคลังสินค้าแบบทันสมัย” ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง คำตอบก็คือ แล้วแต่งบประมาณและความต้องการและความจำเป็นที่ต้องการใช้ ตัวอย่างง่ายๆที่จะยกต่อไปนี้เป็นคลังแบบทั่วไป งบประมาณไม่สูงมากนัก (ไม่เกินแสน)แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้   

  1. การนำBarcode มาใช้
    ช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ความผิดพลาดลดลง ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในกระบวนการรับ การจัดเก็บและการเบิกสินค้า ซึ่งเรียกได้ว่าได้เกือบทุกprocess ของการบริหารจัดการคลัง หากต้องการนำ Barcode ไปใช้ก็จะต้องเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

  

barcode
barcode

  

1.  Barcode Scanner เป็นเครื่องมือที่ใช้อ่านบาร์โค้ด ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นมีสาย และไร้สาย , การส่งข้อมูลแบบ Real time(ส่งและรับข้อมูลทันที) หรือ เป็น Batch Loading (เก็บข้อมูลไว้ แล้วไปโหลดที่หลัง ) ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกัน ระบบที่ส่งข้อมูล Real time จะมีราคาสูงกว่า
2. Barcode Printer เป็นเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด จะมีหมึกพิเศษที่ทำให้เครื่อง Scanner อ่านง่าย  ทนทานไม่ลอก ง่าย ถ้าใช้เครื่องพิมพ์ Laser หรือ Ink Jet เหมือนที่ใช้อยู่ในออฟฟิต จะทำให้เวลาScan อ่านยาก ต้องเสียเวลาscan หลายครั้ง
3.  Wireless อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณไร้สาย   โดย   Wireless  จะสามารถแผ่ขยายการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ไกลเพียง  3-5  กม.�
4.  Wireless/ Access point ทำหน้าที่เป็นทั้ง Wireless และกระจายสัญญาณไปในตัว 

  

 สงสัยว่า……. 

  1. Barcode  Scanner มีแบบถูกกับแบบแพง จะเลือกอย่างไร( เพราะอยากได้ดีและถูก)
    ตอบ ของดีและถูก…หายาก  การเลือกใช้ก็ต้องดูว่าต้องการแบบไหน หากอยากได้แบบ Real time ก็ต้องลงทุนเรื่องอุปกรณ์อย่างอื่นเช่น wireless / access เพื่อเห็นตัวเลขได้ทันที แต่ถ้ารอได้ เป็นแบบBatch Loading ก็ถูกกว่า แต่ก็ต้องรอโหลดข้อมูลถึงจะได้ตัวเลขที่แท้จริง 

 ทางคาสโก ได้มีโอกาสทำโปรเจคประเภท อยากได้ดีแต่ราคาถูกก็เลยมี Solution พิเศษที่พอช่วยลดต้นทุนได้ ลองคุยกับทาง Engineer ของคาสโกได้ เผื่อจะมีได้ Solution แบบนี้เสนอแนะ  

2. Wireless ใช้แบบธรรมดาทั่วๆไป เช่น Zyxel, EnGenius หรือ Linksys ได้ไหม
        
ตอบ ได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากwireless ประเภทนี้ทำมาเพื่อใช้ใน ออฟฟิต หรือ สถานที่ที่ไม่กว้างดังนั้นจึงมี ข้อจำกัดเรื่องการกระจายสัญญาณและความแรงในการส่งสัญญาณ เลือกใช้ wireless ที่ทำมาสำหรับโรงงาน(Industrial Grade) โดยตรงน่าจะดีกว่า เพราะ Cover area ได้ดีกว่า และเสถียรมากว่า แต่ราคาก็จะเพิ่มขึ้น   

    

   

Comments (1)

กิจกรรมหลักของคลังสินค้า!!!

Posted on 02 August 2010 by chadanan

กิจกรรมหลักของคลังสินค้า

1.       กระบวนการรับสินค้า
การรับสินค้าหมายถึงเมื่อมีสินค้ามาส่งหน้าคลังตาม PO ที่ออกไป ทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จำนวน ขนาด น้ำหนัก ราคา ถูกต้องก่อนจะรับสินค้าเข้าคลัง เพื่อจัดเก็บ

2. การจัดเก็บสินค้า ( Put Away
เมื่อเจ้าหน้าคลังตรวจสอบสินค้าถูกต้องแล้ว ก็จะมีการจัดเก็บสินค้าซึ่งอาจจะแยกสินค้าตามประเภท น้ำหนัก หรือว่าขนาดว่าสินค้าประเภทนี้เก็บอย่างไร หากใช้ ระบบ WMS ( Warehouse Management System) จะมีการจัดเก็บให้อัตโนมัติ ซึ่งแยกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เบื้องต้น ซึ่งระบบเองก็จะมีการยืนยันการเก็บจากตำแหน่งที่เก็บจริง

3. กระบวนการแปลงหน่วย(Let Down)
ถือเป็นกระบวนการสำคัญในระบบคลังสินค้า โดย จะเป็นการแปลงหน่วยสินค้าจากหน่วยใหญ่เป็นหน่วยย่อย เช่น จากพาเลทเป็นcarton หรือจาก Carton เป็นชิ้น  เพื่อให้การจ่ายหรือ การจัดการเกี่ยวกับคลังทำงานได้สะดวก

4.  การจ่ายสินค้า (Picking)
 เมื่อมีการสั่งสินค้า  หรือ มี Sale Order เพื่อต้องการสินค้า จะมีการจัดการเกี่ยวกับการ จ่ายสินค้า หรือ Picking เพื่อนำสินค้าที่จัดเก็บไว้ มาทำการตัดจ่าย โดยจะมีการจัดการส่วนของการตัด Stock ว่าสินค้าใดถูกจ่ายบ้าง จำนวนเท่าใด โดยมีวิธีการเบิกจ่ายแบบ FIFO, LIFO, FEFO

 5. การตรวจนับคลังสินค้า (Stock Count)
การตรวจนับสินค้า เป็นการตรวจสอบจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า โดย ปกติจะมีการตรวจนับ อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับยอดคงเหลือให้ตรงกับระบบ

Comments (2)

Tags: , , , , , , , , ,

รู้อะไรใน(อาชีพ)โลจิสติกส์

Posted on 02 August 2010 by chadanan

รู้อะไรใน(อาชีพ)โลจิสติกส์

การที่ได้มีโอกาสทำโครงการLogistics Campus on Tour ทำให้ได้เจอกับน้องๆที่เรียนโลจิสติกส์หรือ สาขาที่เกี่ยวข้องมากมาย บ่อยครั้งที่เจอคำถามยอดฮิต ติดอันดับ ที่ไปที่ไหนเป็นต้องเจอคำถาม อย่างเช่น ” ถ้าอยากทำงานโลจิสติกส์ ต้องเรียนอะไร” หรือ “โลจิสติกส์มีสอนในคณะไหนบ้าง” หรือ” มหาวิทยาลัยอะไรที่ดังในสายโลจิสติกส์” เรื่องที่จะเขียนก็อยากจะให้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจว่า เราเหมาะกับโลจิสติกส์หรือไม่ ไม่ใช่เลือกเรียนแค่เพราะว่าฟังดูดี ยอดนิยม หรือเรียนตามตามกันไป

 สายงานโลจิสติกส์เป็นอย่างไร
โลจิสติกส์ เป็นส่วนที่สำคัญมากในแต่ละองค์กร ถือว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน หากมีการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพสามารถทำกำไรให้บริษัทมากมาย

 โลจิสติกส์อยู่ในคณะอะไร
เพราะว่าโลจิสติกส์คือการคิดเป็นกระบวนการ ( Process)  ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ  วางแผน คลังสินค้าหรือ ขนส่ง แต่ละส่วนมีกระบวนการรองรับทั้งหมด ถ้าจะคิดว่าคณะไหนที่มองภาพเป็นกระบวนการ  Process เป็นเหตุ เป็นผล ก็คงไม่พ้นวิศวะ หรือวิทยาศาสตร์ หลายๆมหาวิทยาลัย จึงใส่สาขาโลจิสติกส์ในนั้นเช่นมหาวิทยาลัยมหิดล : คณะวิศวกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : คณะวิทยาศาสตร์

 แล้วถ้าไม่ได้เรียนวิศวะ หรือ วิทยาศาสตร์ ทำงานด้านโลจิสติกส์ได้ไหม
ทำได้ แต่คงจะต้องเรียนรู้และฝึกให้คิดเป็นกระบวนการ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าคนที่เรียนในคณะวิศวะ หรือวิทยาศาสตร์เพราะเค้าฝึกกันมาตั้งแต่เรียนแล้ว ถ้าหากมีใจรัก อยากทำจริงๆ ก็สามารถทำได้

 ถ้าเพิ่งจบมาทางสายงานโลจิสติกส์ แล้วจะทำในส่วนไหน
ถ้าเพิ่งจบมาใหม่ๆยังไม่มีประสบการณ์คงต้องเริ่มจาก Operation ซะก่อน  Operation ก็จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ

  1. พวกทำเอกสาร (Support Function) เช่นดูแลเอกสารนำเข้า-ส่งออก (B/L, COA) ถ้าทำงานกับบริษัทนำเข้าส่งออก หรือสายการเดินเรือ
  2. พวกสนับสนุนการปฎิบัติงาน ( Operation ) เช่นเจ้าหน้าที่คลังสินค้า เจ้าหน้าที่ขนส่ง เจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือ

 เราเหมาะกับแบบไหนนะ
-  ถ้าเป็นคนช่างคิด  ชอบตัวเลข ชอบเอกสาร เจ้าระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเอกสาร ความจำดี ชอบอยู่ในออฟฟิต ชอบเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็เหมาะกับส่วนข้อมูล พวกทำเอกสาร (Support Function)- ถ้าเป็นคนชอบลงมือทำ ไม่อยู่นิ่ง ชอบอยู่นอกออฟฟิต งาน Operation ก็น่าจะเหมาะสม

 แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการทำงานในระดับต้นๆอย่าง Support เอกสารกับ Operation ก็ใช่ว่าจะต้องทำตำแหน่งนี้ตลอดไป งานโลจิสติสก์ก็มีระดับขั้นเลื่อนขึ้นเหมือนกับตำแหน่งอื่นๆ  เช่น ระดับ Logistics Supervisor , Logistics Manager ซึ่งเป็นLevel ที่สูงขึ้นไป แต่ถ้าจบมาแล้วอย่างทำตำแหน่งสูงๆเลย คงจะยากสักหน่อยเพราะระดับสูง เป็นการบริหารที่ต้องเข้าใจภาพรวมซะก่อน

 ค่าตอบแทนดีไหม
(น่าจะเขียนหัวข้อนี้ตั้งแต่แรก)  ค่าตอบแทนก็คงแล้วแต่ระดับ ความสามารถ และประสบการณ์ ตัวเลขด้านล่างเป็นเพียงแนวทางให้เห็นว่าประมาณเท่าไหร่แค่นั้น

 Supply Chain Manager :                                   100,000-200,000
ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ พอ ๆกับตำแหน่ง แบกรับความรับผิดชอบมาก
Logistics Manager :                                             60,000-80,000
Logistics Project Manager:                            90,000-150,000
logistics project manager ก็เป็นคนที่ต้อง set up ระบบ , วิธีการในการทำ logistics ต่างๆ ตั้งแต่วิธีการยัน costs เผลอๆต้อง วิเคราะห์และคำนวน ทั้ง tooling และ คน IT , ทุกเรื่อง ค่ะ คงไม่แปลกใจหรอกนะคะ ว่าทำไมรายได้ดีจัง
Logistics Assistance Manager:                     50,000-60,000
Logistics Specailist:                                             50,000-70,000
Logistics analysis :                                                45,000-60,000
Logistics Supervisor :                                         34,300 -37,000
Inventory Controller:                                        30,000-35,000
Shipping Officer :                                                    20,583-30,000
Receiving :                                                                  15,000-20,000
Warehouse Team Leader :                              12,358 -15,000
Forklift Driver :                                                       10,086
Customer Service:                                                  19,437 -25,000
Logistics Checker :                                                 10,458
Logistics Operator :                                                8,000-12,000

งานในส่วนของสายเรือกับ freight forwarder หรือ กลุ่ม 3rd party logistics

Shipping :                                                                 10,000-20,000
Brokerage :                                                           25,000-35,000

ขอบคุณข้อมูล : หนังสือ Everyday  Logistics  โดยคุณโภคทรัพย์ พุ่มพวง

ข้อมูลเงินเดือน จาก http://logisticspro.blogspot.com

Comments (0)

WMS เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน

Posted on 20 July 2010 by chadanan

  

 

 

หากกำไรคือ ยอดขาย-ต้นทุน
WMS ก็สามารถช่วยให้กำไรเพิ่มขึ้น ยอดขายเพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลงได้  แล้ว WMS ทำได้อย่างไร  

WMS ช่วยเพิ่ม….  

เพิ่มยอดขาย ที่ WMS สามารถช่วยได้ก็คือ
สร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร เรียกได้ว่าเป็นจุดขายที่กำลังมาแรง โดยลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมองว่า การนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาใช้ ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกทันสมัย ไฮเทค และ มีระบบการทำงานที่ดี สร้างความมั่นใจในการร่วมงาน  

 
 เพิ่มโอกาสในการขาย
WMS มีระบบเตือนสินค้ามีจำนวนต่ำกว่าจุดสั่งซื้อซึ่งเป็นผลให้สินค้าในคลังมีเพียงพอกับความต้องการ เช่น ทุกครั้งที่ Sale สั่งของ ในคลังมีของส่งให้ตลอด ของไม่ขาดสต็อก การขายไม่หยุดชะงัก โอกาสการขายก็เพิ่มขึ้น

เพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้า
ส่งของตรงตามเวลา ตามจำนวนที่ถูกต้อง ประเภทที่ถูกต้องและสินค้าไม่เสียหาย ระบบ WMS มีฟังก์ชั่น การ Cross Check โดยการใช้Handheld  หรือ Moblie Scan เพื่อเช็คก่อนโหลดสินค้าขึ้นรถ มั่นใจว่า ของส่งถึงมือลูกค้า ได้อย่างถูกต้อง 
 

 เพิ่มความถูกต้อง => ประสิทธิผล
เพิ่มความรวดเร็ว => ประสิทธิภาพ 
 

 …………………………………………………………………………………….  

WMS ช่วยลด
ลดเวลา
ช่วยลดเวลาในการเตรียมจัดของ โหลดสินค้า  

ลดค่าใช้จ่ายบุคลากร
ลด Stock สินค้าคงคลัง/ตกค้าง
ระบบแจ้งเตือนหรือ Alert System ใน WMS จะช่วยเตือนให้ผู้ดูแลทราบว่าสินค้าคงที่ไม่เคลื่อนไหว มีอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ และสามารถออกมาเป็น Report เพื่อให้ฝ่ายขายนำไปทำกิจกรรม ก่อนที่สินค้าจะค้างจนทำอะไรไม่ได้

ลดโอกาสสินค้าหมดอายุ/เสียหาย
บางครั้งมีสินค้าเก็บไว้นาน ยังไม่ทันเอาออกมาขายสินค้าหมดอายุเสียก่อน ระบบ WMS จะมี Function Alert เตือนสินค้าก่อนหมดอายุ เพื่อให้นำสินค้านั้นออกมาขายก่อนที่จะใช้ไม่ได้   

ลดโอกาสการทุจริต
ทุกครั้งที่ ใช้ระบบ WMS แต่ละท่านจะมี Log in และ Password เฉพาะซื่งช่วยให้ทราบว่าใครเข้ามาทำอะไรบ้างในระบบ  

ลดต้นทุน  

   

Comments (0)

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Inventory ไม่ Accuracy!! ปัญหา(Classic) คลังสินค้าข้อที่ 5

Posted on 12 July 2010 by chadanan


ปัญหา(Classic) คลังสินค้าข้อที่ 5
(ข้อมูลสินค้าที่บันทึกไว้กับที่จัดเก็บไว้จริงในคลังสินค้ามีจำนวนไม่ตรงกัน)

Inventory ไม่ Accuracy!!

สาเหตุ อาจจะเกิดจาก……
1. เกิดจากบุคคล, ขาดระเบียบวินัย, Human Error
2. เกิดจากกระบวนการวางแผนจัดการไม่ดี ไม่มีความชัดเจน
3. ไม่มีระบบบันทึก Record System ที่ดี
4. เกิดจากความไม่ใส่ใจของพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่

 ผลของ Inventory ไม่แม่นยำ

  1. หาสินค้าไม่เจอ
  2. เสียเวลาค้นหานาน
  3. สินค้าสูญหาย
  4. ขาดความน่าเชื่อถือ
  5. สินค้าล้นคลัง
  6. สินค้าขาดสต็อก

 ทำอย่างไรให้สินค้าคงคลังแม่นยำ ( Accuracy)

  1. หาสาเหตุของปัญหาให้เจอว่าเกิดจากอะไร  คน หรือ กระบวนการทำงาน
  2. หากเป็นที่กระบวนการ ก็จัดกระบวนการทำงานให้ชัดเจน ผู้ปฎิบัติงานมีความเข้าใจในหน้าที่อย่างดี
  3. หากเป็นที่คนก็อาจจะต้องปรับทัศนคติ ฝึกอบรมให้มีความใส่ใจ มีระเบียบวินัยมากขึ้น
  4. นับสินค้าบ่อยๆ หากพบว่าข้อมูลจริงกับที่บันทึกไม่ตรงกัน รีบหาสาเหตุและแก้ไข
 …………………………………………………………………………………………………………
Kasco WMS  !!!
Kasco WMS
หรือ Kasco Warehouse Management System เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้า  ตั้งแต่กระบวนการรับ จัดเก็บ จ่าย ไปจนถึงการจัดส่ง โดยมีการบันทึกทุกกระบวนการที่เกิดขึ้น   เรียกว่าทุก Transaction เพื่อช่วยในการสอบกลับ หาสาเหตุเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

Comments (0)

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สต๊อกเท่าไหร่ (ไม่รู้) !! ปัญหา(Classic) คลังสินค้าข้อที่ 4

Posted on 05 July 2010 by chadanan

wms_cycle count

wms_cycle count

“คุณโจ ตอนนี้ช่วงบอลโลก ผมอยากทราบว่า LCD 32 นิ้วในคลังมีกี่ตัว” ….เป็นคำถามสั้นๆแต่ใช้เวลานานในการหาคำตอบ

สาเหตุ
เพราะไม่ทราบจำนวนปัจจุบันของสินค้าในคลัง    เนื่องจากไม่มีกระบวนการที่บันทึกอย่างมีระบบตั้งแต่กระบวนการรับเข้า จัดเก็บ หรือเบิกจ่าย ซึ่งหากถามว่าการรู้จำนวนสินค้าในคลังสำคัญไหม คำตอบก็คือสำคัญมากเนื่องจากตัวเลขตัวนี้เป็นตัวบ่งบอกว่า จะต้องสั่งเพิ่มอีกเท่าไหร่ จะต้องรีบนำสินค้าออกอีกเท่าไหร่ จะต้องวางแผนการผลิตแค่ไหน ซึ่งตัวเลขตัวเดียวแต่มีผลต่อคนหลายฝ่าย

ทำอย่างไร ที่จะทราบจำนวนสินค้าในคลัง
คำตอบคือ ถ้าไม่ทราบจำนวน ก็ต้องนับ แต่การนับแต่ละครั้งก็ยุ่งยากเหลือเกิน บางครั้งต้องปิดคลังนับกันเลยทีเดียว  บางบริษัท นับปีละครั้ง บางบริษัท 2 ครั้งต่อปี แล้วจะนับอย่างไร

แก้ปัญหาโดยใช้การนับเป็นรอบหรือ Cycle Count
หลักการของ Cycle Count คือนับที่ละน้อยๆ แต่ทำทุกวัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นจำนวนตัวเลขที่แท้จริงในคลังได้อย่างดียิ่งขึ้น    ทั้งนี้การนับบ่อยๆจะะช่วยให้พบความคลาดเคลื่อนของจำนวนสินค้าได้เร็วขึ้น  เช่นช่วยให้ทราบว่า สินค้าตัวไหนขาด ตัวไหนเกิน ตัวไหนเสื่อมคุณภาพหรือสินค้าหาย

 วิธีการทำ Cycle Count
1. แบ่งประเภทของสินค้าตามความสำคัญ (ABC Analysis)
สินค้า A หมายถึง  สินค้าขายดี ทำยอดมีความสำคัญมาก
สินค้า B หมายถึง สินค้สำคัญปานกลาง
สินค้า C หมายถึง สินค้ามีความสำคัญน้อย

ซึ่งการแบ่งประเภทความสำคัญนี้จะช่วยในการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรคน เวลาไปดูแลได้

2. วางแผนการนับสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะต้องนับทุกวัน แต่ไม่ต้องตกใจ นับทุกวันแต่วันละ 3-5 รายการ เลือกช่วงเวลาที่ว่างหน่อย พอนับไปได้สัก3-6 เดือนก็น่าจะนับได้ครบทุกรายการ ส่วนการวางแผนความถี่ในการนับ หากสินค้าไหนขายดี มีความสำคัญมาก เช่นสินค้ากลุ่ม A ก็นับบ่อยๆเช่น สัปดาห์ละ ครั้งหรือ 2-3 ครั้ง แต่ถ้าสินค้าไหนมีความสำคัญน้อยก็จัดรอบการนับให้ห่างเดือนละครั้งหรือ 3-6 เดือนครั้ง เพราะเราต้องการทราบสถานะปัจจุบันของสินค้าที่มีความสำคัญ

แค่นี้คุณก็สามารถหาคำตอบได้แล้ว ตอนนี้คุณมีสินค้าคงคลังเท่าไหร่

Did you Know !!!
Kasco WMS
มีfeatures ที่ช่วยในการทำ Cycle Count ที่ช่วยให้การนับง่ายและสะดวกขึ้น  โดยสามารถวางแผนการทำล่วงหน้าได้โดยใช้เงื่อนไขการเลือกทำได้หลายปัจจัยเช่น เลือกนับตามกลุ่มสินค้า เลือกนับตามพื้นที่การจัด หรือ Zone จัดเก็บ เลือกนับตามมูลค่าสินค้าคงคลัง หรือเลือกนับเฉพาะรายการที่มีความเคลื่อนไหวเป็นต้น Kasco WMS สามารถรองรับการทำ Cycle Count โดยใช้อุปกรณ์ Mobile Computer ที่สามารถอ่าน Barcode หรือ RFID Tag ได้ หรือการทำ Cycle Count แบบManual ก็ได้

 

Comments (0)

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หาของไม่เจอ !! ปัญหา(Classic) คลังสินค้าข้อที่ 3

Posted on 28 June 2010 by chadanan

หาของไม่เจอ !! ปัญหา(Classic) คลังสินค้าข้อที่ 3

สาเหตุ
ปัญหาของการหาสินค้าไม่เจอคงจะไม่ใช่เป็นปัญหาในตัวกระบวนการหาเอง (Picking Process) แต่กลับเป็นผลพวงจากกระบวนการก่อนหน้านี้มากกว่า   ซึ่งกระบวนการพื้นฐานในคลังสินค้ามีดังนี้ คือ การรับ (Receive) การเก็บ (Storage) การหา (Picking) การจัดส่ง (Shipping)  โดยเฉพาะการนำไปเก็บ (Put Away) ถ้าเก็บเป็นที่เป็นทาง เป็นระเบียบหาได้ง่าย มีการให้ข้อมูลของตำแหน่งที่เก็บสินค้าอย่างถูกต้องแม่นยำ ปัญหาดังกล่าวคงจะไม่เกิดขึ้น ตอนเอาเข้าไปเก็บนั้นไม่เท่าไร แต่ตอนเอาออกมานั่นสิ ไม่ง่ายเท่าไร เพราะไม่มีข้อมูลตำแหน่งของสินค้าที่ถูกต้อง ทำให้การตัดสินใจในการไปหาจะต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าที่ควรจะเป็น  สุดท้ายอาจจะหาไม่เจอ 

Warehouse Problem

Warehouse Problem

 

 การแก้ปัญหา
หากแก้ปัญหาที่คน ก็ต้องบอกว่า พนักงานในคลังจะต้องมีระเบียบวินัยอย่างสูงในการปฎิบัติงานแต่ละProcess ในคลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นรับ(Receive) จัดเก็บ (Storage)และการจัดส่ง (Shipping) เรียกได้ว่าถูกต้องทุกขั้นตอน มีการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะเกิดความผิดพลาด ( Human Error) ได้     

 ส่วนหนึ่งของการการแก้ปัญหาเพื่อลด Human Error คือการนำระบบบริหารจัดการคลังสินค้า หรือ WMS Warehouse Management System เข้ามาควบคุมการทำงานอีกครั้ง (Cross check )เพื่อลดความผิดพลา 

 ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) ช่วยแก้ปัญหาการหาได้อย่างไร
1. กระบวนการรับสินค้า (Receiving) :
 ระบบ WMS  สามารถ Reserveพื้นที่ หรือจองพื้นที่ให้ล่วงหน้าเพื่อช่วยในการวางแผนการใช้พื้นที่ในคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคลังสินค้าบางที่ไม่มีระบบที่ดี เมื่อรับสินค้าเข้าคลังก็เอาไปตามใจชอบ สุดท้ายก็จำไม่ได้ว่า นำไปเก็บไว้ที่ไหน 

2. กระบวนการจัดเก็บ(Put Away):
 ระบบ WMS สามารถ แนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมในการจัดเก็บ และมีการยืนยันตำแหน่งการจัดเก็บที่ถูกต้อง
Manual  : โดยผู้ตรวจสอบเซ็นอนุมัติ หลังจากตรวจสอบว่าจัดเก็บในตำแหน่งนั้นจริง
Barcode Scanner : โดยการยิง Barcode Scanner ในตำแหน่งที่จัดเก็บจริง 

ซึ่งตรงนี้จะช่วยในการconfirm ตำแหน่งจัดเก็บอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการหาของไม่เจอได้ 

3.  กระบวนการเบิก (Picking ):
ระบบ WMS จะมีระบบ Search เพื่อช่วยในการค้นหาได้อย่างง่ายดาย แค่กรอกเงื่อนไข ระบบก็สามารถค้นหาสินค้าให้เอง ไม่ว่าจะเป็นการเบิกแบบ FIFO , LIFO, FEFO หรือสามารถกำหนดเอง

Comments (0)

Advertise Here

Photos from our Flickr stream

See all photos

Advertise Here

Keep Me Posted

February 2012
M T W T F S S
« Sep    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
272829