Archive | August, 2010

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

เลือกใช้พาเลทให้เป็น !!! (Wood Pallet)

Posted on 28 August 2010 by chadanan

ทำงานในคลังมาก็หลายปี เดินวนเวียนรอบคลังก็หลายรอบ แต่ก็ไม่เคยรู้สักทีว่า “สิ่งที่จำเป็นที่สุด” ในคลังที่ใช้กันทุกๆวันมันมีกี่ประเภทแล้วประเภทไหนเหมาะกับงานอะไร

พาเลท (Pallet)
หรือไม้รองรับสินค้า เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดของคลังสินค้า เพราะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากชั้นวางของ หรือเคลื่อนย้ายขึ้น-ลงบนพาหนะขนส่งประเภทต่างๆ (Lift on / Lift Off)โดยทั่วไปก็จะพบอยู่ 5 ประเภท แยกประเภทตามวัสดุที่ใช้ทำพาเลท เช่น

  1. พาเลทไม้ (Wood Pallet)
  2. พาเลทพลาสติก (Plastic Pallet)
  3. พาเลทกระดาษ (Paper Pallet)
  4. พาเลทโลหะ (Steel Pallet)

 วันนี้ขอพูดถึงแค่ พาเลทไม้อย่างเดียวก่อน ที่เหลือค่อยๆทะยอยตามมา

พาเลทไม้

 

พาเลทไม้เป็นพาเลทที่นิยมใช้กันมากในอุตสาหกรรมการขนส่ง วัสดุที่นำมาผลิตเป็นพาเลทหาได้ง่าย แข็งแรง ทนทาน ราคาไม่แพง ใช้ระยะเวลาในการผลิตพาเลทรวดเร็ว และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่มักจะมีปัญหาเรื่องเชื้อราในเนื้อไม้ ความชื้น แมลง และเสี้ยนไม้ที่จะทำให้ตัวสินค้าเกิดความเสียหายก่อนที่จะนำส่งออกไปยังต่างประเทศ ไม้ที่นำมาผลิตเป็นพาเลทอาจเกิดการบิด โก่ง โค้งงอได้ พาเลทไม้มีหลากหลายให้เลือกสามารถเลือกใช้ตามลักษณะการใช้งานและการวางสินค้า

พาเลทไม้มีทั้งหมด 2 แบบคือ

  1. พาเลทไม้แบบไม้คาน จะเข้าได้ 2 ทาง
  2. พาเลทไม้แบบขาลูกเต๋า จะเข้าได้ 4 ทาง

ข้อดีของพาเลทไม้

  • เป็นสินค้าที่หาใช้ได้ง่าย ระยะเวลาในการผลิตรวดเร็ว
  • ราคาไม่แพง แข็งแรง ทนทาน สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • รับน้ำหนักสินค้าได้ประมาณ 1 – 2 ตัน
  • สามารถซ่อมแซมได้ เก็บรักษาดูแลง่าย

ข้อเสียของพาเลทไม้

  • ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและปัญหาภาวะโลกร้อน
  • ปัญหาเรื่องเชื้อราในเนื้อไม้ แมลง ปลวก มอด เสี้ยนไม้ ความชื้น
  • อาจแตกหรือหักได้เมื่อบรรจุสินค้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป
  •  ไม้อาจบิด โก่งหรือโค้งงอได้

ลองมาดูกันว่าแต่ละประเภทมีลักษณะและการใช้งานอย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments (0)

Hi-tech warehouse ต้องทำไง !!!

Posted on 07 August 2010 by chadanan

หลายๆครั้งที่เจอคำถามว่า “ อยากมีคลังสินค้าแบบทันสมัย” ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง คำตอบก็คือ แล้วแต่งบประมาณและความต้องการและความจำเป็นที่ต้องการใช้ ตัวอย่างง่ายๆที่จะยกต่อไปนี้เป็นคลังแบบทั่วไป งบประมาณไม่สูงมากนัก (ไม่เกินแสน)แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้   

  1. การนำBarcode มาใช้
    ช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ความผิดพลาดลดลง ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในกระบวนการรับ การจัดเก็บและการเบิกสินค้า ซึ่งเรียกได้ว่าได้เกือบทุกprocess ของการบริหารจัดการคลัง หากต้องการนำ Barcode ไปใช้ก็จะต้องเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

  

barcode
barcode

  

1.  Barcode Scanner เป็นเครื่องมือที่ใช้อ่านบาร์โค้ด ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นมีสาย และไร้สาย , การส่งข้อมูลแบบ Real time(ส่งและรับข้อมูลทันที) หรือ เป็น Batch Loading (เก็บข้อมูลไว้ แล้วไปโหลดที่หลัง ) ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกัน ระบบที่ส่งข้อมูล Real time จะมีราคาสูงกว่า
2. Barcode Printer เป็นเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด จะมีหมึกพิเศษที่ทำให้เครื่อง Scanner อ่านง่าย  ทนทานไม่ลอก ง่าย ถ้าใช้เครื่องพิมพ์ Laser หรือ Ink Jet เหมือนที่ใช้อยู่ในออฟฟิต จะทำให้เวลาScan อ่านยาก ต้องเสียเวลาscan หลายครั้ง
3.  Wireless อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณไร้สาย   โดย   Wireless  จะสามารถแผ่ขยายการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ไกลเพียง  3-5  กม.�
4.  Wireless/ Access point ทำหน้าที่เป็นทั้ง Wireless และกระจายสัญญาณไปในตัว 

  

 สงสัยว่า……. 

  1. Barcode  Scanner มีแบบถูกกับแบบแพง จะเลือกอย่างไร( เพราะอยากได้ดีและถูก)
    ตอบ ของดีและถูก…หายาก  การเลือกใช้ก็ต้องดูว่าต้องการแบบไหน หากอยากได้แบบ Real time ก็ต้องลงทุนเรื่องอุปกรณ์อย่างอื่นเช่น wireless / access เพื่อเห็นตัวเลขได้ทันที แต่ถ้ารอได้ เป็นแบบBatch Loading ก็ถูกกว่า แต่ก็ต้องรอโหลดข้อมูลถึงจะได้ตัวเลขที่แท้จริง 

 ทางคาสโก ได้มีโอกาสทำโปรเจคประเภท อยากได้ดีแต่ราคาถูกก็เลยมี Solution พิเศษที่พอช่วยลดต้นทุนได้ ลองคุยกับทาง Engineer ของคาสโกได้ เผื่อจะมีได้ Solution แบบนี้เสนอแนะ  

2. Wireless ใช้แบบธรรมดาทั่วๆไป เช่น Zyxel, EnGenius หรือ Linksys ได้ไหม
        
ตอบ ได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากwireless ประเภทนี้ทำมาเพื่อใช้ใน ออฟฟิต หรือ สถานที่ที่ไม่กว้างดังนั้นจึงมี ข้อจำกัดเรื่องการกระจายสัญญาณและความแรงในการส่งสัญญาณ เลือกใช้ wireless ที่ทำมาสำหรับโรงงาน(Industrial Grade) โดยตรงน่าจะดีกว่า เพราะ Cover area ได้ดีกว่า และเสถียรมากว่า แต่ราคาก็จะเพิ่มขึ้น   

    

   

Comments (1)

กิจกรรมหลักของคลังสินค้า!!!

Posted on 02 August 2010 by chadanan

กิจกรรมหลักของคลังสินค้า

1.       กระบวนการรับสินค้า
การรับสินค้าหมายถึงเมื่อมีสินค้ามาส่งหน้าคลังตาม PO ที่ออกไป ทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จำนวน ขนาด น้ำหนัก ราคา ถูกต้องก่อนจะรับสินค้าเข้าคลัง เพื่อจัดเก็บ

2. การจัดเก็บสินค้า ( Put Away
เมื่อเจ้าหน้าคลังตรวจสอบสินค้าถูกต้องแล้ว ก็จะมีการจัดเก็บสินค้าซึ่งอาจจะแยกสินค้าตามประเภท น้ำหนัก หรือว่าขนาดว่าสินค้าประเภทนี้เก็บอย่างไร หากใช้ ระบบ WMS ( Warehouse Management System) จะมีการจัดเก็บให้อัตโนมัติ ซึ่งแยกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เบื้องต้น ซึ่งระบบเองก็จะมีการยืนยันการเก็บจากตำแหน่งที่เก็บจริง

3. กระบวนการแปลงหน่วย(Let Down)
ถือเป็นกระบวนการสำคัญในระบบคลังสินค้า โดย จะเป็นการแปลงหน่วยสินค้าจากหน่วยใหญ่เป็นหน่วยย่อย เช่น จากพาเลทเป็นcarton หรือจาก Carton เป็นชิ้น  เพื่อให้การจ่ายหรือ การจัดการเกี่ยวกับคลังทำงานได้สะดวก

4.  การจ่ายสินค้า (Picking)
 เมื่อมีการสั่งสินค้า  หรือ มี Sale Order เพื่อต้องการสินค้า จะมีการจัดการเกี่ยวกับการ จ่ายสินค้า หรือ Picking เพื่อนำสินค้าที่จัดเก็บไว้ มาทำการตัดจ่าย โดยจะมีการจัดการส่วนของการตัด Stock ว่าสินค้าใดถูกจ่ายบ้าง จำนวนเท่าใด โดยมีวิธีการเบิกจ่ายแบบ FIFO, LIFO, FEFO

 5. การตรวจนับคลังสินค้า (Stock Count)
การตรวจนับสินค้า เป็นการตรวจสอบจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า โดย ปกติจะมีการตรวจนับ อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับยอดคงเหลือให้ตรงกับระบบ

Comments (2)

Tags: , , , , , , , , ,

รู้อะไรใน(อาชีพ)โลจิสติกส์

Posted on 02 August 2010 by chadanan

รู้อะไรใน(อาชีพ)โลจิสติกส์

การที่ได้มีโอกาสทำโครงการLogistics Campus on Tour ทำให้ได้เจอกับน้องๆที่เรียนโลจิสติกส์หรือ สาขาที่เกี่ยวข้องมากมาย บ่อยครั้งที่เจอคำถามยอดฮิต ติดอันดับ ที่ไปที่ไหนเป็นต้องเจอคำถาม อย่างเช่น ” ถ้าอยากทำงานโลจิสติกส์ ต้องเรียนอะไร” หรือ “โลจิสติกส์มีสอนในคณะไหนบ้าง” หรือ” มหาวิทยาลัยอะไรที่ดังในสายโลจิสติกส์” เรื่องที่จะเขียนก็อยากจะให้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจว่า เราเหมาะกับโลจิสติกส์หรือไม่ ไม่ใช่เลือกเรียนแค่เพราะว่าฟังดูดี ยอดนิยม หรือเรียนตามตามกันไป

 สายงานโลจิสติกส์เป็นอย่างไร
โลจิสติกส์ เป็นส่วนที่สำคัญมากในแต่ละองค์กร ถือว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน หากมีการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพสามารถทำกำไรให้บริษัทมากมาย

 โลจิสติกส์อยู่ในคณะอะไร
เพราะว่าโลจิสติกส์คือการคิดเป็นกระบวนการ ( Process)  ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ  วางแผน คลังสินค้าหรือ ขนส่ง แต่ละส่วนมีกระบวนการรองรับทั้งหมด ถ้าจะคิดว่าคณะไหนที่มองภาพเป็นกระบวนการ  Process เป็นเหตุ เป็นผล ก็คงไม่พ้นวิศวะ หรือวิทยาศาสตร์ หลายๆมหาวิทยาลัย จึงใส่สาขาโลจิสติกส์ในนั้นเช่นมหาวิทยาลัยมหิดล : คณะวิศวกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : คณะวิทยาศาสตร์

 แล้วถ้าไม่ได้เรียนวิศวะ หรือ วิทยาศาสตร์ ทำงานด้านโลจิสติกส์ได้ไหม
ทำได้ แต่คงจะต้องเรียนรู้และฝึกให้คิดเป็นกระบวนการ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าคนที่เรียนในคณะวิศวะ หรือวิทยาศาสตร์เพราะเค้าฝึกกันมาตั้งแต่เรียนแล้ว ถ้าหากมีใจรัก อยากทำจริงๆ ก็สามารถทำได้

 ถ้าเพิ่งจบมาทางสายงานโลจิสติกส์ แล้วจะทำในส่วนไหน
ถ้าเพิ่งจบมาใหม่ๆยังไม่มีประสบการณ์คงต้องเริ่มจาก Operation ซะก่อน  Operation ก็จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ

  1. พวกทำเอกสาร (Support Function) เช่นดูแลเอกสารนำเข้า-ส่งออก (B/L, COA) ถ้าทำงานกับบริษัทนำเข้าส่งออก หรือสายการเดินเรือ
  2. พวกสนับสนุนการปฎิบัติงาน ( Operation ) เช่นเจ้าหน้าที่คลังสินค้า เจ้าหน้าที่ขนส่ง เจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือ

 เราเหมาะกับแบบไหนนะ
-  ถ้าเป็นคนช่างคิด  ชอบตัวเลข ชอบเอกสาร เจ้าระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเอกสาร ความจำดี ชอบอยู่ในออฟฟิต ชอบเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็เหมาะกับส่วนข้อมูล พวกทำเอกสาร (Support Function)- ถ้าเป็นคนชอบลงมือทำ ไม่อยู่นิ่ง ชอบอยู่นอกออฟฟิต งาน Operation ก็น่าจะเหมาะสม

 แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการทำงานในระดับต้นๆอย่าง Support เอกสารกับ Operation ก็ใช่ว่าจะต้องทำตำแหน่งนี้ตลอดไป งานโลจิสติสก์ก็มีระดับขั้นเลื่อนขึ้นเหมือนกับตำแหน่งอื่นๆ  เช่น ระดับ Logistics Supervisor , Logistics Manager ซึ่งเป็นLevel ที่สูงขึ้นไป แต่ถ้าจบมาแล้วอย่างทำตำแหน่งสูงๆเลย คงจะยากสักหน่อยเพราะระดับสูง เป็นการบริหารที่ต้องเข้าใจภาพรวมซะก่อน

 ค่าตอบแทนดีไหม
(น่าจะเขียนหัวข้อนี้ตั้งแต่แรก)  ค่าตอบแทนก็คงแล้วแต่ระดับ ความสามารถ และประสบการณ์ ตัวเลขด้านล่างเป็นเพียงแนวทางให้เห็นว่าประมาณเท่าไหร่แค่นั้น

 Supply Chain Manager :                                   100,000-200,000
ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ พอ ๆกับตำแหน่ง แบกรับความรับผิดชอบมาก
Logistics Manager :                                             60,000-80,000
Logistics Project Manager:                            90,000-150,000
logistics project manager ก็เป็นคนที่ต้อง set up ระบบ , วิธีการในการทำ logistics ต่างๆ ตั้งแต่วิธีการยัน costs เผลอๆต้อง วิเคราะห์และคำนวน ทั้ง tooling และ คน IT , ทุกเรื่อง ค่ะ คงไม่แปลกใจหรอกนะคะ ว่าทำไมรายได้ดีจัง
Logistics Assistance Manager:                     50,000-60,000
Logistics Specailist:                                             50,000-70,000
Logistics analysis :                                                45,000-60,000
Logistics Supervisor :                                         34,300 -37,000
Inventory Controller:                                        30,000-35,000
Shipping Officer :                                                    20,583-30,000
Receiving :                                                                  15,000-20,000
Warehouse Team Leader :                              12,358 -15,000
Forklift Driver :                                                       10,086
Customer Service:                                                  19,437 -25,000
Logistics Checker :                                                 10,458
Logistics Operator :                                                8,000-12,000

งานในส่วนของสายเรือกับ freight forwarder หรือ กลุ่ม 3rd party logistics

Shipping :                                                                 10,000-20,000
Brokerage :                                                           25,000-35,000

ขอบคุณข้อมูล : หนังสือ Everyday  Logistics  โดยคุณโภคทรัพย์ พุ่มพวง

ข้อมูลเงินเดือน จาก http://logisticspro.blogspot.com

Comments (0)

Advertise Here

Photos from our Flickr stream

See all photos

Advertise Here