Posted on 24 May 2010 by chadanan

Kasco WMS
WMS : พระเอกตัวจริง !!!!
ระบบ WMS / Warehouse Management System หรือ บ้านเราเรียกว่า ระบบริหารจัดการคลังสินค้า เรียกย่อๆ ว่า WMS โดยทั่วไป WMS จะช่วยในการบริหารจัดการคลัง เริ่มตั้งแต่การรับสินค้าเข้า การจัดเก็บ และสิ้นสุดด้วยการเบิกสินค้า ซึ่งถามว่าหากไม่มี WMS เรายังสามารถบริหารคลังของเราได้เองไหม คำตอบก็คือ ได้ ถ้าการบริหารคลังที่มีอยู่ถูกวางระบบได้อย่างเป็นระเบียบ ความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย และไม่มีปัญหาที่เป็นประเด็นหลัก เพราะส่วนใหญ่การนำระบบเข้าไป มักจะนำเข้าไปเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง หรือ นำเข้าไปช่วยเรื่องบางเรื่องที่คนเองก็จำไม่ไหว ( เช่นระบบ QC)
โดยพื้นฐานแล้วก่อนจะนำระบบเข้าไปใช้หรือ Implement ก็มักจะมีการตั้งสมมุติฐาน คาดเดาว่า WMS ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้จริงหรือเปล่า ทางคาสโกเอง ในฐานะเป็นผู้พัฒนาระบบ WMS ก็โดนคำถามเหล่านี้อยู่บ่อย ๆเลยอยาก จะใช้พื้นที่ตรงนี้ตอบคำถามเหล่านั้น
Top Hit ที่ถามทุกที่ ที่ไปPresent !!
1. WMS จะช่วยลด inventory ได้จริงหรือไม่
คำตอบ สามารถทำได้
เนื่องจากระบบ WMS จะมีรายงานหลายตัวที่ช่วยในการพยากรณ์ (Forecasting) สินค้าในคลัง เช่น
รายงานสินค้าไม่เคลื่อนไหว (Death Stock) ทำให้ผู้ดูแลคลังทราบว่าตอนนี้มีสินค้าตัวที่ไม่เคลื่อนไหว และส่งรายงานนี้ไปให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องจัดการต่อ ทำให้จำนวนสินค้าในคลังลดลงง
รายงานสินค้าต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ ทางผู้ดูและคลังไม่จำเป็นต้องสั่งสินค้าเข้ามาเกินความจำเป็น ระบบ WMS มีระบบ Alert เตือนเมื่อสินค้ามีจำนวนต่ำกว่าจุดสั่งซื้อและรายงานอื่นๆอีกหลายๆมุมเรียกได้ว่า 360 องศาเลยทีเดียว
2. WMS จะช่วยลดการพึ่งพิงความสามารถเฉพาะบุคคลได้จริงหรือไม่
คำตอบ สามารถทำได้
กระบวนการทำงานในคลังสินค้าส่วนใหญ่แถบจะเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะอาศัยความชำนาญของเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นความจำที่ดีเลิศว่า สินค้าตัวนี้อยู่ตรงไหน หรือว่า สินค้าชนิดนี้เก็บที่ไหน หรือควรจะไปจัดเก็บที่ไหนถึงจะเหมาะสม เรียกได้ว่า 365 วัน เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถขาด ลา มา สาย ได้เลย ตัว wms เองถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานง่าย สะดวก ทุกๆอย่างจึงถูกสร้างไว้พร้อมทำงานหมดแล้ว เช่น Kasco WMS เองก็มีfunction ที่ช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ ยังจำlayout ในคลังไม่ได้ เราก็สร้างตัวช่วยที่เรียกว่า Virtual Warehouse ที่ยกเอาคลังสินค้ามาไว้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสามารถดูตำแหน่งการจัดเก็บได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์

- virtual warehouse : Kasco IT
3. WMS จะเสริมความสามารถในการจัดเก็บ
เนื่องจาก WMS มีFunction ที่เรียกว่า System Directed Put away ทำให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพ โดยระบบจะมีการกำหนดว่า สินค้าประเภทนั้นๆจะมีกระบวนการจัดเก็บอย่างไร
4. WMS จะช่วยเพิ่มการบริการให้แก่ลูกค้า
5. WMS จะช่วยเพิ่มความถูกต้องแก่ inventory
Posted on 17 May 2010 by chadanan
JIT – Just in time (ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี)

JIT – Just in time (ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี) หมายถึง การจัดส่งหรือการผลิตแบบทันเวลาพอดี โดยมีแนวความคิดง่ายๆบนหลักการที่ว่า จะไม่มีกิจกรรมใดๆเกิดขึ้นในระบบจนกว่าจะมีความต้องการเกิดขึ้น ดังนั้นสินค้าจะถูกผลิตก็ต่อเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น
JIT จะรวบรวมความต้องการโดยใช้แนวคิด “แบบดึงเข้า ( Pull Concept )” โดยข้อมูลลูกค้าที่ปลายทางจะถูกแจ้งกลับมายังโรงงาน ทำให้โรงงานรู้ความต้องการที่เกิดขึ้นจริง และทำการผลิตตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงทำการจัดส่งวัตถุดิบหรือสินค้าไปยังตลาดหรือที่ตั้งของลูกค้า
หรือจะรวบรวมโดยใช้แนวคิดตรงกันข้ามคือ “แบบผลักออก ( Push Concept )” จะหมายถึงสินค้าหรือบริการจะได้รับการผลิตตามการพยากรณ์หรือการคาดการณ์ เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า
การนำ JIT มาใช้เพื่อ
๐ ควบคุมวัสดุคงคลังให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดหรือให้เท่ากับศูนย์ ( Zero inventory )
๐ ลดเวลานำหรือระยะเวลารอคอยในกระบวนการผลิต ( Zero lead time )
๐ ขจัดปัญหาของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต ( Zero failures )
๐ ขจัดความสูญเปล่าในการผลิต ( Eliminate 7 Types of Waste ) ดังต่อไปนี้
1. การผลิตมากเกินไป (Overproduction) : ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ถูกผลิตมากเกินความต้องการ
2. การรอคอย (Waiting) : วัสดุหรือข้อมูลสารสนเทศ หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวหรือติดขัดเคลื่อนไหวไม่สะดวก
3. การขนส่ง (Transportation) : มีการเคลื่อนไหวหรือมีการขนย้ายวัสดุในระยะทางที่มากเกินไป
4. กระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ (Processing itself) : มีการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น
5. การมีวัสดุหรือสินค้าคงคลัง (Stocks) : วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีเก็บไว้มากเกินความจำเป็น
6. การเคลื่อนไหว (Motion) : มีการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นของผู้ปฏิบัติงาน 7. การผลิตของเสีย (Making defect) : วัสดุและข้อมูลสารสนเทศไม่ได้มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพ
Posted on 17 May 2010 by chadanan
คุณพูนศักดิ์ เธียไพรัตน์
กรรมการผู้จัดการ
บทจ. อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติกส์

ยังไม่เคยได้มีโอกาศคุยกับคุณพูนศักดิ์ตัวต่อตัวสักที เคยแต่เห็นไกลๆ นั่งอยู่บนเวที พูดเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับโลจิสติกส์ แต่ก็อดนึกชื่นชมในใจว่า ไม่ได้ว่า คนอะไรช่างมีความคิดและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริงๆ ด้วยที่เป็นคนที่คิดนอกกรอบ บวกกับความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหาร จึงไม่น่าแปลกในที่บริษัทเล็กๆ อย่าง Eternity จะเติบโตจนเป็นบริษัทมหาชนได้จนทุกวันนี้
ความเก่ง (ระดับเทพ)
1. สร้างบริษัทไทยเล็กๆ Market Cap 400 ล้าน ขึ้นมาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
2. เป็นอาจารย์สอนในสถาบันโลจิสติกส์ชั้นนำ เช่น ม. ธรรมศาสตร์และสถาบ้นชั้นนำ
3. พาบริษัท อินเทอร์นิตี้ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ MAI
4. ลูกค้า มี Tesco Lotus, Nestle, Tops , จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน
5. จบศศิน ด้วนทุนเชลล์
6. Eternity ได้รับ ISO รายแรกของไทยทางด้านโลจิสติกส์
7. พดส. (พนักงานดูแลสังคมฝัน)ไอเดียบรรเจิดของคุณพูนศักดิ์ที่สร้างให้กับคนรถ Eternity
8. เป็นเถ้าแก่ อายุตั้งแต่ 25-26 ปี
…คิดว่าลูกค้าสั่งอะไรก็ทำ และพยายามทำ OVER จากที่ลูกค้าทำ และอย่าปฎิเสธงาน เห็นแล้วต้องทำ..
Posted on 17 May 2010 by chadanan
LOGISTICS IDOL
คอลัมภ์ใหม่ล่าสุดของ Kasco IT

หลายๆวงการจะมีคนที่เป็นที่รู้จักเรียกได้ว่า พูดถึงชื่อ คนก็ต้องร้องอ๋อ !!! อาจเป็นเพราะด้วยความสามารถ (ขั้นเทพ) หรือ ความเก่ง (ขั้นเทพ) หรือ คงต้องมีอะไรดีซักอย่างที่ทำให้คนพูดถึงและอยากรู้จักด้วยความอยากรู้ส่วนตัว และก็คิดว่าน่าจะมีคนที่อยากรู้เหมือนกับตัวเอง ก็เลยคิดที่จะรวบรวมจอมยุทธ์ในวงการโลจิสติกส์เหล่านั้นเอาไว้ใน Blog เพื่อให้คนที่สนใจอยากรู้ อยากทราบว่าคนเหล่านี้เค้าเป็นใคร ทำอะไร และเขามีวิธีคิดอย่างไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้
Posted on 11 May 2010 by chadanan

วิธีลดปริมาณสินค้าคงคลัง โดยใช้การพยากรณ์
ปริมาณสินค้าคงคลังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความแม่นยำหรือความมีประสิทธิภาพ ของการพยากรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ววิธีในการพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพจะหมายถึงการใช้วิธีการ ที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย มีต้นทุนต่ำและมีความแม่นยำสูง การพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพสามารถ
1.ลดปริมาณของสินค้าคงคลัง
2. ลดระดับการลงทุนของสินค้าคงคลัง
3. ลดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิต
4. ลดระดับการลงทุนในกำลังการผลิต
5. สามารถขนส่งสินค้าได้ทันเวลามากขึ้น
การเลือกใช้เทคนิคในการพยากรณ์ควรเลือกให้เหมาะสมกับประเภทของสินค้า ซึ่งสินค้าที่ต่างชนิดกันควรจะใช้เทคนิคของการพยากรณ์ที่แตกต่างกัน โดยต้องทราบว่าเมื่อไหร่ที่จะใช้ การพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา (Time series) แบบความสัมพันธ์ของตัวแปร (Associative techniques) หรือแบบวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product life cycle) นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงความต้องการของสินค้าที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล (Seasonal product) การพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ในการพยากรณ์อาจจะนำมาจาก จุดขาย (Point of sales) คำสั่งซื้อ (order) ข้อมูลของการส่งสินค้า (Shipment data) นอกจากนี้การใช้ซอฟท์แวร์ในการพยากรณ์ (Forecasting software) ที่เหมาะสมรวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทางสถิติจะสามารถเพิ่มความแม่น ยำในการพยากรณ์ได้เป็นอย่างดี